หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

ไส้ติ่งอักเสบ (APPENDICITIS)

โรคไส้ติ่งอักเสบ Appendicitis เป็นการอักเสบของผนังภายในไส้ติ่ง เกิดจากการที่มีการอุดกั้นรูในใส้ติ่ง โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่ต้องการการรักษาโดยการผ่าตัดที่พบได้บ่อยที่สุด หากรักษาช้าอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่ ไส้ติ่งแตก ฝีที่ไส้ติ่ง โลหิตเป็นพิษ ช่องท้องอักเสบ ไส้ติ่งเป็นโรคที่มีปัญหาในการวินิจฉัยให้ที่ถูกต้องค่อนข้างมาก ปัญหาที่เกิดได้แก่

  • ผู้ป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่เมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างแพทย์และญาติ
  • ผู้ป่วยบางรายแม้จะไปพบแพทย์แต่ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น จนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้ว จึงได้รับการรักษาวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทำให้แพทย์ถูกต่อว่าจากญาติ
  • เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบเกือบทุกรายมักจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว
  • ในเด็กเล็กและผู้ป่วยสูงอายุพบว่าอาจเกิดปัญหารุนแรง ถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคล่าช้าเนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ

การวินิจฉัยโรค

ไส้ติ่งอักเสบ
ตำแหน่งที่ปวด

การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบจะอาศัย ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะเป็นเพียงการสนับสนุนการวินิจฉัย หรือแยกโรคเท่านั้น

อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ

  1. อาการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ตอนแรกมักจะปวดรอบๆ สะดือ หรือบอก ไม่ได้แน่ชัดว่าปวดที่บริเวณใด แต่ระยะต่อมาอาการปวดจะชัดเจนที่ท้องน้อยด้านขวา
  2. อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยคือ
  1. ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยอาการของลำไส้อุดตันได้

การตรวจร่างกาย

เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรค

  1. การกดเจ็บเฉพาะที่ท้องน้อยข้างขวา เกือบทั้งหมดจะมจุดที่เจ็บที่สุดที่ท้องน้อยข้างขวา และอาจมีหน้าท้องเกร็งเวลากด (guarding) และเมื่อปล่อยมือจะทำให้ปวดท้องมากขึ้น( rebound tenderness) ด้วย
  2. ในผู้ป่วยไส้ติ่งแตกทะลุ หรือมีช่องท้องอักเสบ Peritonitis มักจะพบว่าจุดที่เจ็บที่สุดจะกว้างขึ้น หรือพบทั่วบริเวณท้องน้อยส่วนล่างทั้ง 2 ข้าง
  3. ในรายที่เป็นฝีจะคลำได้ก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักคลำได้ก้อนที่ ท้องน้อยด้านขวา
  4. การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) นับว่าเป็นประโยชน์มาก จะพบว่ากดเจ็บที่ด้านขวาของท้องน้อย แต่ไม่นิยมทำในเด็กเล็กเพราะแปลผลได้ลำบาก
  5. สำหรับผู้หญิงอาจจะต้องตรวจภายในเพื่อวินิจฉัยแยกโรคจาก

การตรวจทางห้องปฎิบัติการ

ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แต่จะทำเป็นพื้นฐานเพื่อการดูแลระหว่างการรักษาต่อไป ได้แก่

การตรวจพิเศษ

ในรายที่ลักษณะทางคลินิกบ่งชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การตรวจพิเศษเพิ่มเติมก็ไม่มีความจำเป็น แต่ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่ชัดเจนนั้น การตรวจพิเศษอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรค เช่น

การรักษาไส้ติ่งอักเสบ การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ

fb google