หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยที่สงสัยทางคลีนิค ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาชีพหรือประวัติสัมผัสหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อเลปโตสไปร่า ร่วมกับอาการไข้เฉียบพลันและอาการอื่น ๆ ที่พบบ่อยในโรคเลปโตสไปโรซีส ได้แก่ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาแดง เป็นต้น โดยไม่มีอาการซึ่งบ่งชี้สาเหตุของโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อในระบบอื่น ๆ เนื่องจากอาการทางคลินิคของโรคเลปโตสไปโรซีส เกิดจากภาวะที่มีเชื้อเลปโตสไปร่าในกระแสโลหิต (leptospiremia) ส่วนหนึ่งร่วมกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งเกิดได้ทั่วร่างกาย ทำให้พบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีอาการทางคลินิคเป็นกลุ่มอาการต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น
    1. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลัน ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาแดง ฯลฯ โดยไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรืออาการซึ่งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของโรคนี้
    2. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการตัวเหลืองตาเหลือง (acute acalculous cholecystitis) อาจพบว่ามีตับโต กดเจ็บร่วมด้วย โดยไม่พบความผิดปกติของการทำงานของไต
    3. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลันร่วมกับความผิดปกติของการทำงานของไต เช่น การตรวจปัสสาวะพบความผิดปกติ หรือพบการเพิ่มขึ้นของ BUN หรือ creatinine โดยไม่พบอาการตัวเหลืองตาเหลือง
    4. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการตัวเหลืองตาเหลือง และความผิดปกติของการทำงานของไตร่วมด้วย (Weil's syndrome)
    5. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลันร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ความรู้สึกตัวผิดปกติ (encephalopathy) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (aseptic meningitis) เป็นต้น
    6. กลุ่มอาการไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย การหายใจล้มเหลว เป็นต้น

จากประวัติการสัมผัสโรค และตรวจร่างกายเมื่อแพทย์สงสัยแพทย์จะตรวจ

การรักษา

ผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซิสส่วนใหญ่มีการพยากรณ์โรคดีถ้าได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว และการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมักเกิดจากไม่ได้รับการวินิจฉัย และการรักษาที่ทันท่วงทีทำให้มีการดำเนินโรคต่อไป เป็นผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงซึ่งบางครั้งไม่สามารถให้การรักษาได้ในปัจจุบัน เช่น ไอเป็นเลือดที่รุนแรง การหายใจล้มเหลว หรือไตวาย เป็นต้น

จาการทบทวนข้อมูลอาการทางคลินิกดังกล่าว แล้วร่วมกับประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงของแพทย์ในถิ่นระบาดพอสรุปเป็นเกณฑ์ในเบื้อต้นว่า เมื่อให้การวินิจฉัยว่า เป็นผู้ป่วยที่สงสัยทางคลีนิคว่าเป็นเปลโตสไปโรซิส และยังไม่พบภาวะแทรกซ้อน ประวัติและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผิดปกติต่อไปนี้ตั้งแต่แรกรับ อาจใช้ในการพยากรณ์โรคเบื้องต้น

  1. ประวัติไอแห้ง ๆ หรือไอเป็นเลือด หรืออัตราการหายใจมากกว่า 24 ครั้งต่อนาที หรือมีอาการหอบเหนื่อย
  2. ตรวจพบความดันโลหิต systolic <90 mm.Hg. หรือมี orthostaatic hypotension
  3. CBC ถ้าพบว่ามี leukocytosis (white cell count > 12,000/ cu.mm.) หรือ leukopenia (white cell count < 4,000/cu.mm.) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  4. การตรวจปัสสาวะถ้าพบความผิดปกติต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 2+ , มีเม็ดเลือดขาดหรือเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เป็นต้น
  5. พบความผิดปกติจากภาพถ่ายรังสีปอด
  6. ความผิดปกติของการทำงานของตับหรือไตอย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน ได้แก่ total bilirubin , SGOT , SGPT , BUN , creatinige สูงขึ้น เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีประวัติหรือการตรวจพบข้อใดข้อหนึ่งดังกล่าวควรรับไว้ในรักษาในโรงพยาบาล หรือส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์เพื่อเฝ้าระวังติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและให้การดูแลรักษาตามอาการของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ผู้ที่มีอาการรุนแรง

ผู้ที่มีอาการปานกลางอาจจะเลือกยาดังนี้

การรักษาตามอาการและภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีอาการไข้เฉียบพลันโดยไม่มีภาวะแทรกว้อนหรือการตรวจพบดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ การให้ยาลดไข้ เป็นต้น ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีการตรวจพบอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการดำเนินโรคที่รุนแรงต่อไปได้ ควรรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้มีเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด เช่น

การรักษาโรคแทรกซ้อน

การรักษาจำเพาะ

ผู้ป่วยซึ่งอาการไม่รุนแรงอาจหายได้เองโดยไม่ได้รับยาต้านจุลชีพ

ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรง การรักษาด้วยยา

รายที่อาการไม่รุนแรง

Prognostic factors associated with mortality

จากการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราตายยังมีน้อยมาก มีอัตราตายร้อยละ 18 พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราตาย ได้แก่

การวินิจฉัยโรค

  1. ประวัติ อาชีพ สัมผัสสัตว์หรือปัสสาวะของสัตว์ หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อเลปโตสไปร่า
  2. การวินิจฉัยทางคลีนิค แบ่งเป็น
อาการของโรคฉี่หนู โรคฉี่หนู

fb google