หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีการอักเสบ เรียก Acute phase reactant

ซึ่งประกอบด้วยการตรวจ

  • erythrocyte sedimentation rate (ESR)
  • และ C-reactive protein (CRP)

ซึ่งในผู้ป่วยที่มีการอักเสบในร่างกาย และข้อก็มักพบค่าทั้งสองนี้เพิ่มขึ้นด้วย โดย CRP มีความไว และความจำเพาะสูงกว่า ESR แต่มีราคาแพงกว่า และอาจจะตรวจไม่ได้ทุกโรงพยาบาล ในขณะที่ ESR นั้นราคาถูกกว่า และตรวจได้ทั่วไป แต่ข้อจำกัดของ ESR คือค่าจะถูกรบกวนด้วยภาวะซีด (anemia) และ hyperglobulinemia acute phase reactant นี้มักใช้ในการติดตามการรักษา และพยากรณ์โรคกล่าวคือผู้ป่วยที่มีค่า acute phase reactant สูงขึ้นมักมีอาการรุนแรง และมีข้อผุกร่อน (radiographic erosion)

2.Rheumatoid factor (RF)

เป็น antibody โดย RF นั้นอาจเป็นได้ทั้ง lgG, lgM, LgE หรือ lgA แต่ส่วนใหญ่มักเป็น lgM RF พบได้ร้อยละ 75-80 ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และเป็นหนึ่งในเกณฑ์การวินิจฉัยโรคด้วยโดยมีความไว (sensitivity) ร้อยละ 69 และความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 85 อย่างไรก็ดี RF ยังพบได้ในโรคอื่น ๆ รวมทั้งโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และในประชากรทั่วไป RF พบได้ร้อยละ 3 ในประชากรทั่วไป และความชุกนี้สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น คือพบร้อยละ 9 ในเพศหญิงและร้อยละ 14 ในเพศชายที่อายุมากกว่า 70 ปี นอกจากนี้ RF ยังช่วยพยากรณ์โรคได้อีกด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มี RF ในเลือดมักมีลักษณะทางคลินิกที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มี RF ในเลือดกล่าวคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีข้ออักเสบรุนแรงกว่า มีข้อผุกร่อน และผิดรูปมากกว่ารวมทั้งมีอาการอื่นนอกข้อมากกว่า

3.Anti-cyclic citrullinated peptide antibodies (ACPA)

 เป็น antibody ตัวใหม่ที่มีความไว (sensitivity) ใกล้เคียงกับ RF คือร้อยละ 67 แต่มีความจำเพาะ (specificity) สูงกว่า RF คือร้อยละ 95 ในการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปัจจุบัน ACPA จึงจำเป็นหนึ่งในเกณฑ์การวินิจฉัยโรคนี้ด้วย อย่างไรก็ดี ACPA ยังพบในโรคข้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่น เช่น systemic lupus erythematosus scleroderma ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis) spondyloarthritis และข้อเสื่อม (osteoarthritis) โดยพบร้อยละ 2.2-8.6 หรือภาวะอื่น เช่น ตับอักเสบจากไวรัส B แล C พบร้อยละ 0.6 และ 3.5 ตามลำดับ ส่วนวัณโรคปอดอาจตรวจพบ ACPA ได้สูงถึงร้อยละ 34 ส่วนในแง่ของการพยากรณ์โรคนั้น ACPA มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ RF คือการตรวจพบ ACPA บ่งถึงการมีโรคที่รุนแรงกว่า รวมทั้งการมีข้อผุกร่อนมากกว่าด้วย

4. Synovial fluid analysis

การตรวจน้ำไขข้อในโรคนี้จะพบลักษณธที่แสดงถึงการอักเสบในข้อ ประกอบด้วย ความหนือของน้ำไขข้อลดลง เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนมากขึ้น คือมากกว่า 3,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร การตรวจพบลักษณะดังกล่าวช่วยในการแยกภาวะปวดข้อที่มีการอักเสบ (inflammatory arthritis) กับภาวะปวดข้อที่ไม่มีการอักเสบ (non- inflammatory arthritis) เท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ เนื่องจากการตรวจพบดังกล่าวไม่จำเพาะ และพบได้ในโรคอื่น ๆ ที่มีการอักเสบของข้อ เช่น เก๊าท์ ข้อติดเชื้อ

5.Complete blood count (CBC)

มักพบภาวะซีดเนื่องมาจากภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง (anemia of chronic disease) ซึ่งโดยทั่วไประดับของฮีโมโกลบินมักจะไม่น้อยกว่า 10 กรัมต่อลูกบาศก์เดซิลิตร แต่บางครั้งจะพบภาวะแทรกซ้อนทำให้ผู้ป่วยซีดมากขึ้น เช่น เลือดออกในทางเดินอาหารจากยาด้านการอักเสบที่มิใช่สตีรอยด์ (non steroidal anti-inflammatory drug หรือ NSAID) ภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) ส่วนเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดมักจะสูงขึ้นกว่าปกติเล้กน้อย เนื่องมาจากการอักเสบในร่างกาย หากพบว่าเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ต้องระวังอาจเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (disease modifying anti-rheumatic drug) หรือยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive agents)

6. ภาพถ่ายทางรังสี (radiography)

รูมาตอยด์

iรูปแสดงข้อที่ถูกทำลายจากโรครูมาตอยด์

รูปภาพจาก http://www.webmd.com

ความผิดปกติในภาพถ่ายทางรังสี ที่พบได้ในโรคนี้มี 2 ระยะคือ ระยะแรก และระยะเรื้อรัง ลักษณะของภาพถ่ายทางรังสี ในข้ออักเสบ รูมาตอยด์ระยะแรก จะพบเนื้อเยื่อรอบข้อบวม (soft tissue swelling) ลักษณธของการมีน้ำในข้อเพิ่มขึ้น (joint effusion) จากการเลื่อนตัวของ fat pad และ juxta-articular osteopenia ภาพถ่ายทางรังสีในระยะนี้ บ่งว่ามีการอักเสบของข้อแต่ไม่จำเพาะ (non-specific) จึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยมากนัก ส่วนลักษณะของภาพถ่ายรังสี ในระยะเรื้อรัง ประกอบด้วย erosion of bone มักเริ่มจาก บริเวณขอบด้านข้างของกระดูก ซึ่งเป็นบริเวณที่เนื้อเยื่อหุ้มข้อ มาชิดติดกับกระดูก โดยที่ไม่มีกระดูกอ่อนมาหุ้มอยู่ที่เรียกว่า “bare area” ทำให้กระดูกบริเวณนี้ถูกทำลายก่อน ภาวะกระดูกผุกร่อนบริเวณ bare area นี้เรียกว่า marginal erosion นอกจากนี้ยังพบ joint space narrowing จากการที่กระดูกอ่อนถูกทำลาย แนวของข้อบิดเบี้ยวไปจากเดิม (malalignment) และสุดท้ายจะมีข้อเคลื่อน (subluxation) หรือกระดูกเชื่อมติดกัน (ankylosis) ซึ่งพบได้น้อยกว่าภาพถ่ายทางรังสีในระยะเรื้อรังนี้เป็นลักษณะจำเพาะสำหรับรูมาตอยด์ และช่วยในการวินิจฉัยได้

   

fb google