หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

กระดูกพรุนจากการใช้ยา

การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานานๆ จะทำให้การสร้างเนื้อกระดูกลดลงทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

การใช้ยา Steroid ได้มีการใช้แพร่หลายในการรักษาหลายโรค รวมทั้งได้มีการซื้อรับประทานเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในรูปแบบยาชุดแก้ปวด ยาชุดแก้หอบหืด ยาชุดเจริญอาหาร ยาลูกกลอน ส่วนโรคที่จำเป็นต้องใช้ steroid ได้แก่โรคหอบหืดชนิดรุนแรง ถุงลมโป่งพอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี เป็นต้น แม้ว่าผลการรักษาจะได้ผลดีแต่การใช้ยา steroid ในระยะยาวก็ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ กลไกการเกิดเชื่อว่ายา steroid จะไปเพิ่มกลไกการละลายกระดูก ลดการดูดซึมของธาตุแคลเซียม และลดการสร้างฮอร์โมนทางเพศ

ผลการใช้ยา Steroid ต่อกระดูก

ผลต่อเนื้อกระดูก Bone mass

พบว่าการใช้ยา steroid จะทำให้เนื้อกระดูกลดลงส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงและเกิดกระดูกหักได้ง่าย เนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 6-10 เดือนหลังจากเริ่มใช้ หลังจากนั้นเนื้อกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆโดยเฉพาะกระดูกสันหลังและซี่โครง ปริมาณเนื้อกระดูกที่ลดลงขึ้นกับปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ยา หลังจากหยุดการใช้ยาความแข็งแรงของกระดูกก็จะดีขึ้นอย่างช้าๆ

กระดูกหัก

เนื่องจากเนื้อกระดูกลดลงจึงทำให้กระดูกหักง่าย จากการสำรวจพบว่าเมื่อใช้ยามากกว่า 3-5 ปีจะพบมีการหักของกระดูกหลัง ปริมาณยาที่ใช้คือหากเกิน 7.5 มก.ต่อวันมากกว่า 6 เดือนจะเสี่ยงต่อการหักของกระดูก

การวินิจฉัย

เนื่องโรคกระดูกพรุนไม่มีอาการ นอกจากบางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูกหากไม่มีอาการจะทราบได้โดยการตรวจวิธีพิเศษ รายละเอียดอ่านที่นี่

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

หลักการทั่วไปในการป้องกันโรคกระดูกพรุนจากการใช้ Steroid

การรักษาโรคกระดูกพรุนจาก steroid

หากท่านได้รับ prednisolone มากกว่าวันละ 7.5 มก.เป็นเวลามากกว่า 6 เดือนและมีลักษณะดังตารางที่1ท่านต้องได้รับการรักษาโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

  • อายุมากกว่า 65 ปี
  • หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกหักง่าย
  • เคยกระดูกหักง่าย
  • มีประวัติไม่มีประจำเดือน
  • รูปร่างผอม ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20
  • ไม่เคลื่อนไหว

วิธีการรักษา

  1. การให้ฮอร์โมนทดแทนสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง รายละเอียดอ่านที่นี่
  2. การให้ยา Bisphosphonates ใช้ในรายที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนทดแทนให้ได้ทั้งคนอายุน้อยและอายุมาก ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ etidronate, Alendronate (Fosamax) และ risedronate ยากลุ่มนี้ควรจะให้ขณะท้องว่าง ยาalendronate ไม่ควรให้ในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดอาหาร
  3. การให้ยา Calcitonin (Calcitare, Calsynar, Miacalcic)เป็นฮอร์โมนต่อมใต้สมองจากการสกัดต่อมใต้สมองจากปลาทูน่า ใช้พ่นจมูก ยานี้มีผลข้างเคียงต่ำเหมาะสำหรับคนอายุน้อย
  4. Raloxifene เป็นยากลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน สามารถเพิ่มระดับความแข็งแรงของกระดูกได้ครึ่งหนึ่งของการใช้ฮอร์โมนทดแทน

เรียบเรียง 13/08/2545

   

fb google