น้ำมันปลา omega 3

น้ำมันปลาเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้จากการรับประทานปลา หรือได้จากอาหารเสริมเพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ปลาที่มีกรดไขมัน omega 3สูงได้แก่ปลา mackerel, tuna, salmon, sturgeon, mullet, bluefish, anchovy, sardines, herring, trout, และ menhaden น้ำมันปลาก็ได้จากปลาเหล่านี้ แต่จะมีวิตามินอี ต่ำกว่าธรรมชาติเพื่อป้องกันการเน่าเสีย น้ำมันปลามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ได้ถูกนำมาใช้รักษาโรคมากมาย โดยมากมักจะเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ใช้ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ลดไขมัน triglyceride โรคมะเร็ง ข้ออักเสบ บางท่านใช้ป้องกันโรคอัมพาต ซึมเศร้า โรคจิต สมองเสื่อม ยังมีอีกมากมายที่ได้น้ำเอาน้ำมันปลามาใช้น้ำมันปลา

วิธีการรับประทานปลาก็มีส่วนช่วยลดโรคหัวใจ หากนำปลานั้นไปย่างหรือต้มจะได้ผล การทอดปลาจะทำลาย omega 3 และอาจจะเกิดโทษ

การนำน้ำมันปลามาใช้ในการรักษาหรือป้องกันโรค

โรคที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าได้ประโยชน์จากน้ำมันปลา

  • รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ประชากรกลุ่ม Mediterranian รับประทานน้ำมันมะกอกซึ่งมีน้ำมันปลา ชาว Eskimos รับประทานปลาที่มีไขมันมาก ทั้งสองชนชาติจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำ น้ำมันปลาใช้รักษา Triglyceride ในเลือดสูง การใช้น้ำมันปลาจะสามารถลดไขมัน Triglyceride ลงได้ร้อยละ 20-50 ซึ่งไขมันลดลงจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง มีการศึกษาแดงว่าน้ำมันปลาจะเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตลดลงได้

ได้มีการตีพิมพ์ใน http://content.onlinejacc.org/cgi/content/full/54/7/585 ได้ทบทวนประโยชน์ของน้ำมันปลากับโรคหัวใจชนิดต่างๆ

  • ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซ้ำ การรับประทานน้ำมันปลาหลังจากเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองจะสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ อัตราการเสียชิวิต

อย่างไรก็ตามการรับน้ำมันปลามากเกินไปจะเสียงต่อเลือดออก ดังนั้นควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานน้ำมันปลา

การให้น้ำมันปลาอาจจะมีประโยชน์ในโรคต่อไปนี้

  • การรับประทานปลาหรือน้ำมันปลาเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาทางระบาดก็ยังมีข้อโต้แย้งของประโยชน์ข้อนี้โดยสรุปน่าจะได้ประโยน์จากการบริโภคปลาเป็นประจำ แต่ยังขาดการศึกษาที่ถูกต้อง
  • โรครูมาตอยด์ จากการศึกษาพบว่าการได้รับน้ำมันปลาร่วมกับยาแก้ปวด จะลดอาการปวด และทำให้ข้อขยับได้มากขึ้นในตอนเช้า
  • ปวดประจำเดือนการรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับวิตามินบี12จะลดอาการปวดประจำเดือนและลดการใช้ยาแก้ปวด
  • โรคสมาธิสั้น การให้น้ำมันปลาจะปรับพฤติกรรม และกระบวนความคิดในเด็กอายุ 8-12 ปี
  • Raynaud's Phenomenon( เป็นภาวะที่เมื่อมือถูกความเย็นเส้นเลือดที่มือจะหดตัวทำให้มือมีสำคล้ำ และปวดมักจะพบในโรคหนังแข็ง) พบว่าหารให้น้ำมันปลาจะทำให้ทนความเย็นได้มากขึ้น
  • โรคหลอดเลือดสมอง Strokeการรับประทานปลาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้ร้อยละ 27 แต่ไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่กินแอสไพรินอยู่ ข้อระวังการรับประทานปลามากเกินไปก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคกระดูกพรุน การรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับแคลเซี่ยมหรือน้ำมัน primrose oil จะชลอการพรุนของกระดูกส่วนต้นขา และกระดูกสันหลัง
  • การป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง Atherosclerosis การรับประทานน้ำมันปลาจะป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง และบางรายสามารถทำให้หลอดเลือดกลับสู่ปกติ ซึ่งเป็นเฉพาะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเท่านั้น ส่วนหลอดเลือดที่คอและไปเลี้ยงสมองไม่ได้ประโยชน์
  • โรคไตที่มีชื่อเรียกว่า IgA nephropathy เมื่อให้รับประทานน้ำมันปลาวันละ 2-4 กรับพบว่าสามารถชลอการเสื่อมของไต และลดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ
  • โรค Bipolar disorder พบว่าน้ำมันปลาสามารถลดอาการ depressive แต่ไม่สามารถลดอาการ mania
  • การควบคุมน้ำหนัก มีหลักฐานว่าการรับประทานปลาในผู้ป่วยที่อ้วนจะช่วยลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาล และความดันโลหิต
  • มะเร็งมดลูก มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานปลาที่มีมันมากเป็นประจำจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งมดลูกต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน
  • เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจพบว่าการรับประทานน้ำมันปลาก่อนการ ballon หัวใจหรือผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ และรับประทานต่ออีก 1 เดือนหลังผ่าตัดพบว่าจะลดอุบัติการณ์ของเส้นเลือดตีบลงร้อยละ 27
  • โรคไต พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะลดการตีบของเส้นเลือดไตหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต และยังลดการเลื่อมของไตจากการใช้ยา cyclosporin
  • การเคลื่อนไหวผิดปกติ พบว่าการี่รับประทานน้ำมันปลาจะช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • โรคหอบหืด พบว่าเด็กที่เกิดจากมารดาที่รับประทานปลาในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์จะเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า (แต่น้ำมันปลาไม่ได้ผลเหมือนปลา)

ส่วนโรคอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์จากน้ำมันปลา

น้ำมันปลาปลอดภัยหรือไม่

น้ำมัันปลาจะค่อนข้างปลอดภัย คนตั้งครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตรก็สามารถรับประทานได้(น้อยกว่า 3 กรับต่อวัน) อาจจะมีผลข้างเคียงคือแน่ท้อง เรอ มีกลิ่นปาก คลื่นไส้ มีผื่น และเลือดกำเดาไหล การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือแช่เย็นเม็ดยาจะลดผลข้างเคยงนี้ได้

การรับประทานม้ำมันปลามากไป(มากกว่า 3 กรัม)อาจจะเกิดผลเสียได้

  • ป้องการการแข็งตัวของเลือดทำให้เลือดออกง่าย
  • กดภูมิคุ้มกันทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
  • เพิ่มไขมันชนิดไม่ดี LDL Cholesterol
  • ปลาบางชนิดอาจจะปนเปื้อนสารปรอท
  • ให้ระวังเลือดออกเมื่อให้น้ำมันปลาแก่ผู้ป่วยโรคตับ

น้ำมันปลาจะให้กับผู้ที่แพ้อาหารทะเลได้หรือไม่

สำหรับผู้ที่แพ้ปลาก็อาจจะแพ้ต่อน้ำมันปลา สำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็แนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานน้ำมันปลา

น้ำมันปลาเมื่อให้กับยาอื่นได้หรือไม่

  • ยาคุมกำเนิดอาจจะทำให้เพิ่มไขมันในเลือดแม้ว่าจะได้น้ำมันปลา
  • เมื่อให้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตอาจจะทำให้ความดันโลหิตต่ำเกินไป
  • เมื่อให้ร่วมกับยาต้านเกล็ดลือด เช่น aspirin copidogrel อาจจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก

Omega-3 Fatty Acids

Fact Sheet for Consumers
A woman discussing supplements with a pharmacist.

Have a question? Ask ODS
Join the ODS Email List

This is a reader-friendly overview of Omega-3 Fatty Acids. For more details, see our health professional fact sheet on Omega-3 Fatty Acids.

What are omega-3 fatty acids and what do they do?

Omega-3 fatty acids are found in foods, such as fish and flaxseed, and in dietary supplements, such as fish oil.

The three main omega-3 fatty acids are alfa-linolenic acid (ALA), eicosapentaenoic acid (EPA), and docosahexaenoic acid (DHA). ALA is found mainly in plant oils such as flaxseed, soybean, and canola oils. DHA and EPA are found in fish and other seafood.

ALA is an essential fatty acid, meaning that your body can’t make it, so you must get it from the foods and beverages you consume. Your body can convert some ALA into EPA and then to DHA, but only in very small amounts. Therefore, getting EPA and DHA from foods (and dietary supplements if you take them) is the only practical way to increase levels of these omega-3 fatty acids in your body.

Omega-3s are important components of the membranes that surround each cell in your body. DHA levels are especially high in retina (eye), brain, and sperm cells. Omega-3s also provide calories to give your body energy and have many functions in your heart, blood vessels, lungs, immune system, and endocrine system (the network of hormone-producing glands).

How much omega-3s do I need?

Experts have not established recommended amounts for omega-3 fatty acids, except for ALA. Average daily recommended amounts for ALA are listed below in grams (g). The amount you need depends on your age and sex.

Life Stage Recommended Amount of ALA
Birth to 12 months* 0.5 g
Children 1–3 years 0.7 g
Children 4–8 years 0.9 g
Boys 9–13 years 1.2 g
Girls 9–13 years 1.0 g
Teen boys 14–18 years 1.6 g
Teen girls 14–18 years 1.1 g
Men 1.6 g
Women 1.1 g
Pregnant teens and women 1.4 g
Breastfeeding teens and women 1.3 g

*As total omega-3s. All other values are for ALA alone.

What foods provide omega-3s?

Omega-3s are found naturally in some foods and are added to some fortified foods. You can get adequate amounts of omega-3s by eating a variety of foods, including the following:

  • Fish and other seafood (especially cold-water fatty fish, such as salmon, mackerel, tuna, herring, and sardines)
  • Nuts and seeds (such as flaxseed, chia seeds, and walnuts)
  • Plant oils (such as flaxseed oil, soybean oil, and canola oil)
  • Fortified foods (such as certain brands of eggs, yogurt, juices, milk, soy beverages, and infant formulas)

What kinds of omega-3 dietary supplements are available?

Omega-3 dietary supplements include fish oil, krill oil, cod liver oil, and algal oil (a vegetarian source that comes from algae). They provide a wide range of doses and forms of omega-3s.

Am I getting enough omega-3s?

Most people in the United States get enough ALA from the foods they eat. They also get small amounts of EPA and DHA. Recommended amounts of EPA and DHA have not been established.

What happens if I don’t get enough omega-3s?

deficiency of omega-3s can cause rough, scaly skin and a red, swollen, itchy rash. Omega-3 deficiency is very rare in the United States.

What are some effects of omega-3s on health?

Scientists are studying omega-3s to understand how they affect health. People who eat fish and other seafood have a lower risk of several chronic diseases. But it is not clear whether these health benefits come from simply eating these foods or from the omega-3s in these foods. Here are some examples of what the research has shown.

Cardiovascular disease

Many studies show that eating fatty fish and other types of seafood as part of a healthy eating pattern helps keep your heart healthy and helps protect you from some heart problems. Getting more EPA and DHA from foods or dietary supplements lowers triglyceride levels, for example.

The American Heart Association (AHA) recommends eating one to two servings of seafood per week to reduce your risk of some heart problems, especially if you consume the seafood in place of less healthy foods. For people with heart disease, the AHA recommends consuming about 1 g per day EPA plus DHA, preferably from oily fish, but supplements are an option under the guidance of a healthcare provider. The AHA does not recommend omega-3 supplements for people who do not have a high risk of cardiovascular disease.

Infant health and development

During pregnancy and breastfeeding, eating 8 to 12 ounces per week of fish and other seafood may improve your baby’s health. However, it is important to choose fish that are higher in EPA and DHA and lower in mercury. Examples are salmon, herring, sardines, and trout. It is not clear whether taking dietary supplements containing EPA and DHA during pregnancy or breastfeeding affects a baby’s health or development. However, some studies show that taking these supplements may slightly increase a baby’s weight at birth and the length of time the baby is in the womb, both of which may be beneficial. Breast milk contains DHA. Most commercial infant formulas also contain DHA.

Cancer prevention

Some studies suggest that people who get more omega-3s from foods and dietary supplements may have a lower risk of breast cancer and perhaps colorectal cancer. But a large clinical trial found that omega-3 supplements did not reduce the overall risk of cancer, or the risk of breast, prostate, or colorectal cancers. Other clinical trials in progress will help clarify whether omega-3s affect cancer risk.

Alzheimer’s disease, dementia, and cognitive function

Some—but not all—research shows that people who consume more omega-3s from food such as fish may have a lower risk of developing Alzheimer’s disease, dementia, and other problems with cognitive function. More study of the effects of omega-3s on the brain is needed.

Age-related macular degeneration (AMD)

AMD is a major cause of vision loss among older adults. Studies suggest that people who get higher amounts of omega-3s from the foods they eat may have a lower risk of developing AMD. But once someone has AMD, taking omega-3 supplements does not keep the disease from getting worse or slow down vision loss.

Dry eye disease

Dry eye disease occurs when tears don’t provide enough moisture, causing eye discomfort and vision problems. Some studies show that getting more omega-3s from foods or supplements—mainly EPA and DHA—helps relieve symptoms of dry eye disease. But a large, recent study found that the symptoms of people with dry eye disease who took fish oil supplements of 2,000 mg EPA plus 1,000 mg DHA daily for 1 year did not improve any more than those who took a placebo (a dummy pill). More research on the effects of omega-3s on dry eye disease is needed.

Rheumatoid arthritis (RA)

RA causes chronic pain, swelling, stiffness, and loss of function in the joints. Some clinical trials have shown that taking omega-3 supplements may help manage RA when taken together with standard RA medications and other treatments. For example, people with RA who take omega-3 supplements may need less pain-relief medication, but it is not clear if the supplements reduce joint pain, swelling, or morning stiffness.

Other conditions

Researchers are studying whether taking omega-3 dietary supplements may help lessen some of the symptoms of attention-deficit/hyperactivity disorder, childhood allergies, and cystic fibrosis. But more research is needed to fully understand the potential benefits of omega-3s for these and other conditions.

Can omega-3s be harmful?

The U.S. Food and Drug Administration recommends consuming no more than 5 g/day of EPA and DHA combined from dietary supplements. Any side effects from taking omega-3 supplements are usually mild. They include an unpleasant taste in the mouth, bad breath, heartburn, nausea, stomach discomfort, diarrhea, headache, and smelly sweat.

Do omega-3s interact with medications or other dietary supplements?

Omega-3 dietary supplements may interact with the medications you take. For example, high doses of omega-3s may cause bleeding problems when taken with warfarin (Coumadin®) or other anticoagulant medicines.

Talk with your healthcare provider about possible interactions between omega-3 supplements and your medications.

Omega-3s and healthful eating

People should get most of their nutrients from food and beverages, according to the federal government’s Dietary Guidelines for Americans. Foods contain vitamins, minerals, dietary fiber, and other components that benefit health. In some cases, fortified foods and dietary supplements are useful when it is not possible to meet needs for one or more nutrients (e.g., during specific life stages such as pregnancy). For more information about building a healthy dietary pattern, see the Dietary Guidelines for Americansexternal link disclaimer and the U.S. Department of Agriculture’s MyPlate.external link disclaimer

Where can I find out more about omega-3s?

Disclaimer

This fact sheet by the Office of Dietary Supplements (ODS) provides information that should not take the place of medical advice. We encourage you to talk to your healthcare providers (doctor, registered dietitian, pharmacist, etc.) about your interest in, questions about, or use of dietary supplements and what may be best for your overall health. Any mention in this publication of a specific product or service, or recommendation from an organization or professional society, does not represent an endorsement by ODS of that product, service, or expert advice.

Updated: August 4, 2021 History of changes to this fact sheet

https://ods.od.nih.gov/factsheets/Omega3FattyAcids-Consumer/

ประโยชน์น้ำมันปลา

ประโยชน์ของของนำมัน omega-3 fatty acids

ไขมันในเลือดสูง จะเลือก butter หรือ magarine ถั่วต่างๆ ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี การลดไขมัน

ไขมันในเลือดสูง | จะเลือก butter หรือ magarine | ถั่วต่างๆ | ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี | การลดไขมัน | น้ำมันปลา | ปริมาณไขมันในอาหาร | ไขมัน Trans fatty acids